×

จุดประสงค์ของตรวจสุขภาพก่อนเริ่มงาน

คงจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในปัจจุบันที่มีโรคภัยไข้เจ็บเกิดขึ้นมากมายรอบตัวเรา ส่งผลต่อสุขภาพของคนไทยอย่างมาก ทั้งในด้านของสภาพร่างกายและสภาพจิตใจ ซึ่งสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เป็นตัวบ่มเพาะที่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคต่าง ๆ ที่แปลกใหม่และไม่เคยพบเจอมาก่อนเกิดขึ้นกับมนุษย์มากขึ้น โดยเฉพาะโรคร้ายแรงที่เกิดจากเชื่อไวรัสอย่างโควิด-19 ซึ่งพรากชีวิตของผู้คนมานักต่อนัก ทำให้ผู้คนบาดเจ็บล้มตาย โดยพิษไข้ของเชื้อไวรัสนี้ในปัจจุบันเริ่มจะมีทางรักษาและมีวัคซีนในการป้องกันโรคบ้างแล้ว แต่ก็เป็นโรคที่ยังไม่สามารถวางใจได้ เพราะยังมีการแพร่ระบาดและการติดเชื้อเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลของการพบปะกันระหว่างผู้คน การสัมผัสหรือการไม่ระมัดระวังตนเองอย่างเพียงพอ ก็สามารถได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้โดยง่าย แถมยังเป็นพาหะหลักที่นำไปแพร่ระบาดสู่ผู้อื่นต่อได้ สำหรับผู้ที่ติดเชื้อจะได้รับความทรมานความเจ็บปวดจากพิษไข้อย่างหนักหน่วง รวมทั้งอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ อีกมากมายที่ยากที่จะรักษา ซึ่งเป็นโรคร้ายที่ทำลายอวัยวะภายในโดยเฉพาะปอดที่ช่วยในเรื่องของระบบการหายใจ ถือว่าเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดอวัยวะหนึ่งเลยทีเดียว ผู้คนต่าง ๆ จึงมักจะกลัวและวิตกกังวลกับโรคร้ายชนิดนี้เป็นอย่างมาก  ความสำคัญต่อการตรวจสุขภาพ  ในปัจจุบันจึงจะต้องมีการตรวจสุขภาพก่อนเริ่มงานทุกครั้ง เพื่อป้องกันการมีเชื้อโควิดแทรกหรือแฝงตัวอยู่ภายในร่างกายและอาจนำมาแพร่เชื้อให้แก่เพื่อนร่วมงานหรือบุคลากรภายในองค์กรได้ ซึ่งการตรวจสุขภาพก่อนเริ่มงานนั้นโดยปรกติจะมีการตรวจสายตา เพื่อเช็คความสั้นยาวหรือความผิดปกติทางสายตา โดยใช้เป็นเกณฑ์การวิเคราะห์ความสามารถในการมองเห็น การแยกแยะสีโดยใช้ตามอง โดยเฉพาะในส่วนของงานที่จะต้องมีการใช้สายตาเป็นหลักและมีการตรวจประสาทการรับฟัง รับรู้เสียงของหู โดยเฉพาะในงานที่จะต้องมีการฟังเสียงในการเทสเสียงต่าง ๆ ที่จะต้องมีการใช้งานเป็นพิเศษ จึงต้องมีการตรวจสอบในส่วนนี้ในการยื่นผลการตรวจสุขภาพก่อนเริ่มงาน   นอกจากนี้ยังมีการตรวจเลือดและปัสสาวะเพื่อค้นหาสิ่งแปลกปลอมหรือสารเสพติดภายในร่างกาย เพื่อเช็คความปลอดภัยของผู้สมัครว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสารเสพติดใด ๆ และยังมีการตรวจสุขภาพของปอด เพื่อเช็คความผิดปกติของการหายใจก่อนการเริ่มงาน เช็คความสะอาดของปอดและการทำงาน โดยเฉพาะในปัจจุบันการตรวจสุขภาพก่อนเริ่มงานจะต้องมีการตรวจโควิดว่ามีเชื้อโควิดลงที่บริเวณปอดหรือไม่หรือมีการพบเชื้อภายในร่างกายของผู้สมัครหรือไม่ ซึ่งหากพบเจอเชื้อโควิดภายในร่างกายจะต้องมีการตรวจซ้ำเพื่อความมั่นใจและความสบายใจให้แก่องค์กรและเพื่อนร่วมงานและจะต้องดำเนินการรักษาให้หายก่อนเริ่มมาทำงานจริง 

วิธีดูแลตัวเองหลังการทำเลสิก

เชื่อว่าใครหลาย ๆ คน ไม่มาก็น้อยเคยได้ยินการทำเลสิคมาบ้างแล้ว การทำเลสิกคือวิธีการรักษาในวงการจักษุแพทย์ ที่มีจุดประสงค์เพื่อแก้ไขความผิดปกติของดวงตาในด้านวิสัยทัศน์การมองเห็น ถ้าเรามาดูตามกฎหมายสากลของประเทศสหรัฐอเมริกา Food and Drug Administration ระบุไว้ว่าอายุของผู้ป่วยที่จักษุแพทย์สามารถทำการรักษาได้คือ 18 ปีขึ้นไป นั่นเป็นเพียงทฤษฎีเพราะในความเป็นจริงจักษุแพทย์แนะนำว่าควรรักษาในผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า 20 ปี เนื่องจากค่าตายสายตาและความง่าย การฟื้นตัวหลังผ่าตัดมีอัตราที่ดีกว่า อย่างไรก็ตามอายุเป็นเพียงแค่ตัวเอง สิ่งที่จักษุแพทย์เลือกโฟกัสมากที่สุดคือความพร้อมของร่างกายของเรา   ผู้ป่วยหลายคนมักละเลยกับการปฏิบัติตนหลังผ่าตัด ให้ความสนใจในการดูแลน้อย ทำให้ระยะเวลาในการพักฟื้นก็ยืดเยื้อและกินเวลาไปเป็น long term ฉะนั้นเรามาดูกันว่าหากทำเลสิกแล้ว ควรมีการดูแลตัวเองอย่างไรบ้าง   ภายหลังจากการผ่าตัด เราจะรู้สึกระคายเคืองที่ตา เสมือนมีฝุ่นหรือผงที่มิชอบค้างอยู่ เราต้องพักผ่อนเยอะ ๆ โดยการนอนหลับกลางวันอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง   ห้ามแกะที่ครอบตาออก มีบ้างที่เราอาจจะรู้สึกรำคาญ เนื่องจากมองเห็นไม่ชัด แต่ที่ครอบตาสีขาวคือตัวป้องกันจำพวกฝุ่น สิ่งสกปรก พยายามอดทน อย่าไปแกะออก หากที่ครอบตาสีขาวเกิดมีฐานไม่แน่นขึ้นมา สิ่งที่ควรทำคือหาพลาสเตอร์มาติดให้แน่น   ผู้ป่วยที่ทำการผ่าตัดในช่วงเย็น กลับบ้านมาควรรับประทานยานอนหลับอ่อน ๆ ทำให้ตัวเองผ่อนคลาย เพื่อให้ดวงตาที่โดนผ่าตัดมาได้พักผ่อนอย่างเต็มที่   หลังจาก 2 สัปดาห์ เราสามารถหยอดน้ำตาเทียมได้ เนื่องจากตาของเราจะแห้งมาก สามารถหยอดได้บ่อยเท่าที่เราต้องการเลย เพื่อป้องกันการติดเชื้อที่สามารถเกิดขึ้นได้   งดเครื่องสำอางไปยาว ๆ อย่างน้อย 2 สัปดาห์ ปล่อยให้ดวงตาของเราได้พักผ่อน และพยายามไม่ไปรบกวนให้ได้มากที่สุด   แว่นกันแดดคืออุปกรณ์สำคัญ เมื่อเราต้องออกไปเจอแสงแดดจ้า ๆ จัด ๆ ควรสวมแว่นกันแดดทุกครั้ง เพื่อลดอาการแสบหรือระคายเคืองตา  การทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ทำให้มีน้ำเข้ามารบกวนดวงตา…